0

Shaper หรือ Router Table ดี?


2025-10-15 08:31:12
อ่านจบเข้าใจทันที สำหรับคนที่ไม่รู้จะเลือกอะไรดี
สำหรับงานไม้: เราจะเลือกใช้เครื่อง Shaper หรือ Router Table ดี?
สำหรับผู้ที่ทำงานไม้ การเลือกใช้เครื่องจักรที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งอันนี้ผมเน้นว่า อย่างยิ่งนะครับ อย่างเช่นระหว่างเครื่อง Shaper และ Router Table บทความนี้จะเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของเครื่องทั้งสอง เพื่อช่วยให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้ว่าเครื่องมือแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด
Shaper กับ Router Table: ภาพรวม
ทั้ง Shaper และ Router Table เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการกัดขอบไม้ (edging), การทำร่อง (grooving) และการขึ้นรูปชิ้นงาน (shaping) เหมือนกัน แต่มันก็มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่บ้างเหมือนกันครับ ...
เริ่มจาก Shaper หรือคนไทยเรียกว่า เพลาตั้ง เป็นเครื่องที่มีน้ำหนักมากกว่าและใช้มอเตอร์ขับสายพาน (induction motor) ทำให้ได้กำลังต่อเนื่อง มากกว่า และแรงบิดมากกว่า มอเตอร์แบบ router : ซึ่งมอเตอร์ประเภทนี้ทนทานและสามารถรองรับงานหนักได้ดี ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องใช้เวลานานหรือต้องตัดชิ้นงานจำนวนมาก และ Shaper สมัยใหม่สามารถใส่ดอก router ½ และ ¼ ได้ด้วย แต่เราจะได้รอบการทำงานที่ต่ำ โดยมากจะได้รอบ 2 ย่านความเร็ว 9000 – 11000 รอบต่อนาที จะดีเมื่อใช้กับดอกขนาดใหญ่ หรือดอกกงจักร เพราะดอกพวกนี้ไม่ต้องการรอบที่สูง แต่จะไม่ค่อยดีเมื่อใช้กับ ดอกเร้าเตอร์ขนาดเล็ก เพราะจะทำให้งานที่กัดออกมาอาจจะรอยไม่สวยเท่าไรต้องอาสัยการป้อนชิ้นงานที่ช้าลง เมื่อเทียบกับการใช้กับเร้าเตอร์รอบจัดๆ แต่จะดีมากเมื่อใช้กับดอกขนาดใหญ่ อีกอย่างที่เป็นข้อดีของ SHAPER คือไม่กลัวฝุ่น เพราะมอเตอร์ที่ใช้กับ SHAPER เป็นมอเตอร์แบบปิด ที่ฝุ่นไม่สามารถเข้าไปได้
Router Table เป็นการนำเราเตอร์ (router) มาติดตั้งกับโต๊ะ โดยเร้าเตอร์จะเป็นมอเตอร์แบบสากล (universal motor) ที่มีแปรงถ่าน มอเตอร์ประเภทนี้มีรอบสูง ตั้งแต่ 9000-21000 รอบต่อนาที แต่กำลังอาจตกเมื่อต้องรับภาระต่อเนื่อง เพราะมอเตอร์จะร้อนเร็ว และจะให้กำลังที่ดีในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เหมาะมากสำหรับดอกเร้าเตอร์โดยทั่วไป ไม่เหมาะกับดอกที่มีขนาดใหญ่ และต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ....  Router จึงเหมาะสำหรับงานไม่ใหญ่มาก งานเล็ก ถึง งานขนาดกลาง ต้องหยุดพักเครื่องเป็นช่วงๆ ของการทำงาน ข้อต้องระวังอย่างที่สุดของ ROUTER คือเรื่องฝุ่น เพราะ ROUTER มอเตอร์ จะต้องดึงลมเพื่อระบายความร้อนของตัวเอง ทำให้มันจะดูดฝุ่นเข้าไปในตัวมันด้วย ทำให้ระบบ อิเลคโทนิค ของการ อ่านรอบปรับรอบ รวนได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องต่อเครื่องดูดฝุ่น เพื่อช่วยระบายฝุ่นและความร้อน
และถ้าเรามาเปรียบเทียบในแง่ของต้นทุน
ก่อนที่เราจะ ตัดสินใจซื้อเครื่องมือใดๆ เครื่องซักเครื่องนึง มันต้อง ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ความคุ้มค่า และลักษณะการใช้งาน ผมอยากให้มองตรงนี้เป็นหลักนะครับ
Router Table: 
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นจะใช้งานเครื่องประเภทนี้ Router Table ถือว่าเป็นเครื่องที่มีต้นทุนไม่สูงนัก เพราะหลายคนอาจมีเราเตอร์อยู่แล้ว และสามารถซื้ออุปกรณ์เสริม เช่น ROUTER LIFT  หรือรั้ว  (fence) มาทำเองได้ และเพิ่มเติมอุปกรณ์อื่นๆได้ง่าย ทำให้สามารถลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ ระบบพื้นฐานอาจมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10000 - 40000 บาท ขึ้นไป และราคาสามารถเพิ่มขึ้นได้ตามคุณภาพและอุปกรณ์เสริมที่เราจะเลือกใช้
Shaper: 
การซื้อ Shaper ถือเป็นการลงทุนที่เยอะกว่าในครั้งเดียว คือ เครื่อง และรั้วแบบมาตรฐาน โดย Shaper ระดับเริ่มต้นมีราคาประมาณ 30000 บาท ไปจนถึง 80000 บาท ขึ้นไป และราคาจะสูงขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณสมบัติ อย่างเช่น คุณภาพงานโครงสร้างเครื่อง มอเตอร์แบบไหน กำลังเท่าไร เพลาเอียงองศาได้มั้ย แต่อย่างไรก็ตาม Shaper มักมาพร้อมคุณสมบัติที่เหนือกว่าตั้งแต่เริ่มต้น เช่น แรงบิดที่ดีกว่า Torque และ ระบบกลับทิศทางการหมุนได้จะมีมาเป็นมาตรฐานของเครื่อง ซึ่ง Router ทำไม่ได้ จะวิ่งได่เพียงทิศทางเดียว
ความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและกำลัง
กำลัง (Power): Shaper มีกำลังมากกว่าและให้กำลังคงที่ที่ดีกว่ากว่า Router Table เสียงเงียบกว่ามาก เนื่องจากใช้มอเตอร์ขับสายพาน ซึ่งสามารถทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ความเร็วและแรงบิดไม่ลดลง เหมาะสำหรับงานที่ต้องตัดไม้เนื้อแข็งหรือใช้ดอกกัดขนาดใหญ่ Router จะได้รอบที่จัดกว่า ความกว้างระยะรอบมากกว่า คล่องตัวมากกว่า เหมาะกังผู้เริ่มต้น และงานที่ไม่ใหญ่มาก
ความปลอดภัย: 
Shaper และ ROUTER มีความปลอดภัยพอๆกัน ภายใต้ อุปกรณ์ที่เหมาะสมนะครับ แต่ ทั้ง SHAPER และ ROUTER ก็จะเกิดความ อันตรายรุนแรงได้พอๆกัน หากใช้งานผิดประเภท อย่างเช่น การเข้าไม้ผิดทิศทาง การไม่มีตัวช่วยกดไม้ ความไม่ใส่ใจในความคมของดอกกัด
ซึ่ง SHAPER อาจจะมากกว่าหากใช้งานผิดประเภทข้างต้น เพราะ ความสามารถที่ใส่ดอกได้ใหญ่กว่า แต่ในทางกลับกัน ก็จะเกิดความปลอดภัยมากกว่าเร้าเตอร์ตรงที่ ตัวเครื่องมีความหนักแน่นมากกว่า กำลังมากกว่า ... ทำให้การทนแรงปะทะได้ดีกว่า
ความหลากหลายของดอกกัด: 
ดอกกัดเราเตอร์มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด แต่ดอกกัด Shaper มีขนาดแกน (spindle) ที่ใหญ่กว่า (เช่น ¾ นิ้ว หรือ 1¼ นิ้ว) ทำให้มีความแข็งแรงและลดการสั่นสะเทือนขณะทำงานได้ดีกว่า ซึ่งส่งผลให้ได้ชิ้นงานที่เรียบเนียนกว่าและไม่ต้องใช้แรงขัดแต่งมากนัก เมื่อใช้กับดอกกัดขนาดใหญ่ และทำงานต่อเนื่อง ราคาดอกกัดแพงกว่า แต่ ROUTER ก็จะได้งานที่เรียบเนียนกว่า เมื่อใช้ดอกขนาดเล็ก ราคาดอกถูกกว่า อาจมีความสั่นสะเทือนบ้างเมื่อใช้ดอกใหญ่หรือรับโหลดมากเกินกำลัง ชิ้นงานอาจจะมีร่องรอยได้บ้าง
คุณสมบัติที่น่าสนใจของ Shaper และ Router
แกนหมุน (Spindle): ดอกกัด Shaper ที่มีแกนขนาด 1¼ นิ้ว ถึง 30 มม. และจะใช้กับดอกเร้าเตอร์ 1/2 และ 1/4 ได้ด้วย และจะมีความเสถียรสูง ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดและแม่นยำสูง ทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน และงานมีขนาดใหญ่ มีสเถียรภาพในการกัดชิ้นงานได้ดีกว่า ใช้ดอกกัดได้หลากหลายกว่า router
การกลับทิศทาง (Reverse): Shaper สามารถกลับทิศทางการหมุนได้ ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานดอกกัดได้อย่างหลากหลายมากขึ้น
Router ดอกกัดหาง่ายมาก ส่วนมากจะเป็น 1/2 และ 1/4 ปรับละเอียดได้ดี อุปกรณ์เสริมเยอะ ราคาไม่แพงมีหลายเกรดให้เลือก ใช้งานง่ายเคลื่อยย้ายง่าย มีความยืดหยุ่ยในการทำงานได้ดี 
การป้อนไม้ด้วย Power Feeder: 
Shaper และ ROTER สามารถติดตั้ง Power Feeder ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยป้อนชิ้นงานได้ ช่วยให้การตัดเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัยยิ่งขึ้น ผลที่ได้คือชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงและแทบไม่ต้องขัดแต่งเลย
ข้อสรุปและคำแนะนำ :
ผมอยากจะบอกแบบนี้ครับ ถ้าคุณเป็นช่างไม้สมัครเล่นที่ทำงานอดิเรกใช้เป็นครั้งคราว ทำๆพักๆ Router Table เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากมีต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่าและมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า SHAPER อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นช่างไม้ที่ต้องการจะใช้งานหนัก ต่อเนื่องนานๆ และต้องการใช้ความหลากหลายของดอกกัด และต้องการงานที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้นในอนาคต  หรือมีแผนที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ Shaper คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
คำแนะนำสรุป  :
สำหรับช่างไม้ที่ทำงานอดิเรก ไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา ต้องการหาดอกง่ายๆ หลากหลาย และไม่คิดจะไปถึงดอกแบบ  Profile Insert Shaper Cutters : ROUTER ก็เพียงพอต่อการใช้งาน สามารถใช้งานได้นาน แต่ต้องการพักระหว่างการใช้งาน และมีการดูแลรักษาเรื่องฝุ่นที่ดี
สำหรับงานที่ต้องใช้ดอกกัดขนาดใหญ่ เช่น การทำบานประตู ตีบัว บังใบ หรือการกัดคิ้วไม้ขนาดใหญ่ Shaper จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีกำลังและเสถียรภาพที่เหนือกว่า ดอกกัดที่หลากหลายกว่า แต่ราคาดอกก็แพงกว่า หายากกว่า
สุดท้ายนี้ การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและเป้าหมายของเรา และงบประมาณ หากเราต้องการยกระดับงานไม้ของเรา ไปอีกขั้น ให้เลือก SHAPER 
หากเรา เป็นคนที่ ทำงานไม่เยอะ ถ้าทำงานเยอะก็ต้องเป็นคนที่รู้กำลังเครื่องมือ รู้จักพัก รู้จัดดูแล ไม่คิดจะใช้ พวก ดอก Profile ก็เลือก ROUTER ได้เลยครับ
หวังว่าอ่านจบแล้ว เพื่อนๆน่าจะตัดสินในได้ง่ายขึ้นนะครับ

                      Copyright ® 2018 THAIWoodgears.com 

ติดต่อเรา / Contact Us

บริษัท ทรีฮันเตอร์ จำกัด

179 หมู่6 ต. ท่าข้าม อ. สามพราน  จ.นครปฐม 73110

  081-8128912

  Yuth_teerawat@hotmail.com


ช่วยเหลือ / Help

การรับประกันเครื่องจักร

- การบริการซ่อมเครื่องจักร

- การจัดส่ง 

คำถามที่พบบ่อย


Copyright ® 2019 domain-name.com